Sirinya's profileบนเส้นทางสายชีวิต...เราต...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
บนเส้นทางสายชีวิต...เราต่างเป็นนักเดินทางผู้โดดเดี่ยวบทบันทึกเล็กๆ...บนเส้นทางน้อยๆของนักแสวงหาคนหนึ่ง |
|||||
|
Chamai Podhipakwrote:
แวะมาดูน้ำตกโกรกอีดกค่ะ พี่หนู
Sept. 17
pennapawrote:
ฮ่วยๆๆ ปาดๆๆๆ 555
Oct. 3
Fon Rattiyawrote:
Cin, thank you for sharing your trips around Thailand which I will not have a chance to make it. Don't forget my Blog, I will take you tour around SouthWest of England. ขอบใจเพื่อนซินที่พาเราเที่ยวไทย ซี่งเราคงไม่ได้มีโอกาศไปเที่ยว (เราไม่ชอบทาก) อย่าลืมแวะเยี่ยมบลอกเรานะ จะพาเที่ยว ทางตะวันตกเฉียงใต้ ของอังกฤษ จ้า คึดฮอดเด้อ
Sept. 14
Just a girlwrote:
เห็นว่ามาแวะดูของเรา เราเลยแวะมามั่ง ยินดีที่ได้รู้จักนะค้า
บลูค่า
Sept. 3
No namewrote:
hi cinn
just come to say hi in your blog. it looks great! what's a nice work you have done!
well, keep on walking naja' i wish you all the best.
hope to see you in november
Ying ja'
Aug. 27
|
June 24 ฉันทิ้งความเจ็บปวดไว้บนสะพานมิตรภาพหลังจากสงบสติอารมณ์ไปพักใหญ่จากความเศร้าที่รับมาโดยไม่ทันตั้งตัว ฉันก็ตัดสินใจว่าคงต้องทำอะไรซักอย่างเพื่อเยียวยาความเจ็บปวดจากปัจจุบัน ฉันเลือกที่จะเดินทางไปยังที่ๆฉันคงไม่มีโอกาสทำได้ง่ายๆหากยังคงอยู่ในสภาวะเดิมที่แล้วมา ฉันเลือกเดินทางไปลาวและเวียดนามเพียงลำพัง การเดินทางคนเดียวบางทีมันก็ช่วยเตือนความจำในอดีตให้ระลึกไว้เสมอว่า เราต่างเกิดมาบนโลกนี้เพียงลำพัง และแม้ถึงวันที่จากโลกนี้ไปเพียงคนเดียว มันเป็นสัจธรรมที่เราเองต่างก็พยายามหลอกตัวเองอยู่เสมอว่า เราต่างมีใครอยู่รอบๆกายเราเสมอ ฉันจากเมืองมาด้วยความรู้สึกว้าเหว่ ฉันรู้สึกถึงความเงียบในหัวใจเมื่อวันที่ฉันรู้ว่า ฉันจะไม่มีใครบนเส้นทางสายนี้ที่จะร่วมทางไปจนสุดทาง แต่มันก็เป็นฉันเองที่เลือกที่จะเดินทางเพียงลำพัง การเดินทางคนเดียวให้อะไรกับเราหลายอย่าง สิ่งหนึ่งที่มักจะเดินทางไปพร้อมกับฉันตลอดการเดินทางสายนี้คือ ความเหงา และแน่ล่ะการไม่มีใครนี่เองที่จะสอนฉันให้เข้มแข็งและพร้อมที่จะก้าวไปข้างหน้าอีกครั้งอย่างมั่นคง ขณะที่ฉันเขียนฉันจากเขตแดนไทยมากว่าสองร้อยกิโลเมตร ที่ริมแม่น้ำซองความเจ็บปวดละลายไปหมดแล้ว ฉันไม่แน่ใจว่ามันหายไปตอนไหน อาจจะเป็นชั่วขณะหนึ่งที่ฉันข้ามฝั่งมาก็เป็นได้ สายน้ำเย็นฉ่ำยังคงไหลเรื่อยไป ฉันนั่งมองเด็กน้อยทอดแหในลำน้ำซอง ดูเด็กๆจะไม่ได้คาดหวังว่าจะได้ปลาหรือเปล่า เพราะสำหรับพวกเขาแล้วแค่ได้กระโดดลงน้ำก็เย็นฉ่ำในหัวใจพอแล้ว September 23 ทางของแม่
ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปนานแล้ว พระจันทร์ดวงโตฉายแสงสีนวลเข้ามาแทนที่ เด็กหญิงตัวเล็กเดินนำหน้า ห่างไปไม่ไกลแม่ของเธอกำลังหาบสิ่งของเดินตามมาอย่างมั่นคง สองข้างทางมองไปจนสุดสายตาคือทุ่งนากว้างใหญ่ เด็กหญิงมองไปจนสุดสายเท่าที่ความสว่างของแสงจันทร์จะส่องถึง เสียงฝีเท้าเล็กๆย่ำไปบนคันนาออกเดินนำหน้าแม่ไป ใกล้จะสุดคันนาแล้ว ทางเดินข้างหน้าคือป่าที่มืดครึ้ม มันมืดเสียจนจนเด็กหญิงต้องหยุดชะงักอยู่เบื้องหน้า ต้นไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านเสียจนแสงจากพระจันทร์ดวงโตไม่อาจส่องถึง เด็กหญิงหยุดรอแม่อย่างลังเล ในดวงตาคู่เล็กฉายแววแห่งความกลัวอย่างชัดเจน ทางข้างหน้าก่อนถึงหมู่บ้านเป็นทางเกวียนเก่า รกครึ้มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ และต้นไผ่แผ่กิ่งก้านสาขาปกคลุมสองข้างทางจนดูน่ากลัว เด็กหญิงนึกไปถึงเมื่อเช้าที่เธอและแม่เดินผ่าน เสียงกอไผ่เสียดสีกันดูน่ากลัวจนเธอต้องจับมือแม่เดินจนพ้นทาง เด็กหญิงยืนนิ่งรอจนแม่มาถึง สายตาของแม่มองดูเด็กหญิงตัวเล็ก และทางข้างหน้า เธอยิ้มน้อยๆพลางบอกให้เด็กหญิงเดินตามเธอมา เหมือนแม่จะรับรู้ถึงความกลัวของเด็กหญิงตัวเล็ก แม่เดินอ้อมไปอีกทางที่ไม่ใช่ทางเดินเมื่อเช้า มันเป็นทางที่ต้องเดินอ้อมไปตามทุ่งนาของชาวบ้านก่อนเข้าสู่ตัวหมู่บ้าน แม้มันจะต้องอ้อมไปไกลกว่าเดิม แต่เด็กหญิงก็ออกวิ่งตามแม่ไป มือเล็กๆคว้ามืออุ่นๆของแม่ไว้ “ทำไมแม่มาทางนี้ล่ะ มันไกลกว่าเดิมนะ แล้วแม่ก็หาบของหนักด้วย” เด็กหญิงถาม “แม่ว่าทางนี้เดินสบายกว่า และก็เย็นดีด้วย ไปทางนี้ก็ถึงบ้านเราเหมือนกัน” แม่พูดพลางยิ้มน้อยๆ กับเด็กหญิง
September 18 13 กันยายน ไปเดินน้ำตกโกรกอีดกสิ้นสุดการรอคอยมานานเกือบสิบปี นับตั้งแต่ได้เห็นภาพน้ำตกโกรกอีดกเมื่อหลายปีก่อนเมื่อครั้งเดินทางไปที่ศูนย์ฯ เจ็ดคต ภาพน้ำตกสูงในป่าเขาใหญ่ยังคงติดตาตรึงใจเสมอมา และตั้งใจว่าจะต้องไปให้ถึงให้ได้ แต่จนแล้วจนรอดฉันก็ยังไม่ได้ไปอยู่ดี แต่เมื่ออาทิตย์ก่อนหน้า เพื่อนร่วมทริปก็มาชวนเดินน้ำตก ฉันจึงตอบตกลงในแทบจะทันทีที่ได้ยิน หลังจากตกลงใจกับเพื่อนร่วมทางเป็นที่เรียบร้อย เราก็นัดแนะกันว่าจะเดินทางไปน้ำตกโกรกอีดกกันตอนเช้าวันเสาร์ แต่ใจก็เริ่มเสียตั้งแต่คืนวันศุกร์ว่าเราอาจจะเดินไม่ได้เพราะฝนตกตลอด เจ้าหน้าที่บอกว่าถ้าฝนตกก็เดินไม่ได้ เป็นอันต้องพับโครงการแน่นอน เช้าวันเสาร์อากาศแจ่มใส แสงแดดสาดส่อง พลอยทำให้ใจชื้นขึ้นมาได้ แต่เมื่อไปสอบถามเจ้าหน้าที่เรากลับได้รับคำตอบที่น่าผิดหวังว่าน้ำป่าทำสะพานขาดไปสองสะพาน รถคงไปไม่ได้และเราคงไปไม่ถึง ตัดใจเลี้ยวรถกลับแต่เมื่อเจ้าหน้าที่เห็นกลุ่มเราที่ขับตามมาอีกคันจึงยอมบอกเส้นทางอ้อมเขาใหญ่ผ่านเส้นทางสายแก่งคอยบ้านนา แล้วเลี้ยวเข้าอีกทาง อาจจะไกลกว่าเดิมแต่ก็ไปถึงทางเข้าน้ำตกได้ พวกเราไม่รอช้าตกลงเรียกเจ้าหน้าที่นำทาง แล้วรีบเดินทางกันทันทีเพราะกลัวจะมืดตอนกลับออกมา ออกจากศูนย์เจ็ดคตรถของเราวิ่งไปบนทางลูกรัง สองข้างทางคือสวนของชาวบ้านสลับกับป่า ไม่นานก็ถึงจุดสุดท้ายก่อนเริ่มการเดินเท้าสู่ตัวน้ำตก เพียงก้าวแรกที่เริ่มเดินเราก็เจอด่านทดสอบด้วยลำธารที่ไหลมาจากต้นน้ำตก น้ำไหลแรงจนเราหวั่นแต่เราก็ยังมุ่งมั่นที่จะเดินต่อไป ผ่านลำธารไหลแรงเราเดินลัดเลาะผ่านป่าหญ้าสลับกับต้นไม้เล็กๆหนาตา เลียบไปตามทางน้ำตก บางช่วงเป็นทางลาดบางช่วงต้องเดินไต่ระดับขึ้นไป ป่าสองข้างทางเริ่มเปลี่ยนสภาพจากป่าละเมาะ เป็นป่าที่อุดมไปด้วยต้นไม้ใหญ่ ทางช่วงแรกยังไม่ชันสมาชิกทั้งหมดจึงยังสามารถทำความเร็วได้สบายๆ พ้นจากป่าสู่ลำธารแห่งที่สองที่เราต้องข้ามไป น้ำไหลแรงเชี่ยวกรากจนตัวแทบจะปลิวไปกับน้ำ พวกเราทั้งหมดต้องจับมือกันแน่นในขณะข้ามน้ำแต่ก็แทบจะไม่สามารถต้านทานกระแสน้ำได้จนเจ้าหน้าที่ต้องคอยช่วยประคับประคองให้พวกเราข้ามผ่านไปอย่างทุลักทุเล แต่เพื่อนเราสองคนก็ทิ้งรองเท้าไปกับกระแสน้ำถึงสองคน เริ่มต้นก็สนุกเสียแล้วเพื่อนเราต้องเดินเท้าเปล่าไปกลับอีกกว่าเจ็ดกิโลเมตร จากลำธารสายเดิมสายนั้น เราเดินข้ามป่ารกทึบในบางช่วง และป่าโปร่งในบางแห่ง ต้นไม้สองข้างทางสูงใหญ่จนดูน่ากลัว เส้นทางที่เราเดินยังคงมาบรรจบกับน้ำตกเป็นบางช่วง และเรายังต้องข้ามสายน้ำสายเดิมในหลายๆช่วง น้ำในลำธารสายเดิมในบางช่วงตกจากที่สูงจนกลายเป็นน้ำตกสวยงามอยู่ก็หลายที่ สองกิโลเมตรแรกที่เดินเส้นทางยังไม่ค่อยสูงชันนัก แต่เมื่อเรายิ่งเข้าใกล้ตัวน้ำตกไปเท่าไหร่ ทางที่ไปก็เริ่มชันขึ้นเรื่อยๆ จากเวลาเริ่มต้นเดินทางประมาณเก้าโมงกว่าเราก็มาถึงบริเวณลานน้ำตกวัดใจ เพราะทางข้างหน้าคือเราต้องเดินข้ามน้ำตกสายนี้ซึ่งสายน้ำเชี่ยวจนเพื่อนเราหลายคนเริ่มแหยง หลังจากพักทำใจอยู่ชั่วครู่เราก็ตัดสินใจเดินต่อ เราข้ามน้ำตกสายนั้นมาอย่างลำบาก แต่ความลำบากยังไม่สิ้นสุดสำหรับเราเพราะระยะสุดท้ายหลังม่านน้ำตกคือทางสูงชันเดินขึ้นสู่ยอดเขา ฉันออกเดินนำหน้าเพื่อนๆ ใจนั้นไปรออยู่ที่น้ำตกแล้ว แม้ร่างกายจะเริ่มอ่อนล้าลงไปมากก็ตาม ฝนที่ตกลงมาก่อนหน้าหลายวันทำให้ทางช่วงนี้ทั้งชันและลื่นหวิดตกเขาไปก็หลายทีแต่ก็ยังฝืนเดินต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ ใกล้ความจริงไปทุกขณะแต่เพื่อนร่วมทางเราสองคนก็พลันต้องหยุดการเดินทางเพียงแค่เส้นทางขึ้นสู่ยอดเขาเพราะอาการกลัวความสูงทำให้เพื่อนเราอีกสองพลอยหยุดความพยายามไปด้วย สุดท้ายแล้วจึงมีแต่ฉันและเพื่อนอีกสี่คนเดินขึ้นสู่ตัวน้ำตก เกือบครึ่งชั่วโมงของการปีนขึ้นสู่ตัวน้ำตก ไอเย็นจากละอองน้ำพัดมากระทบกาย มองขึ้นไปที่สุดปลายตาบนยอดเขาคือสายน้ำที่ยิ่งใหญ่ในหัวใจตลอดกาล สุดท้ายของการรอคอยสิ้นสุดลงแล้ว เสียงน้ำตกกระทบหินเสียงดังสนั่น ละอองไอน้ำพัดแรงจนเป็นอุปสรรคต่อการถ่ายภาพ ที่สุดแล้วฉันก็มาถึงตัวน้ำตกจนได้ February 21 วันนี้วันมาฆบูชาวันนี้เป็นวันสำคัญของพุทธศาสนิกชนวันนี้คือ "วันมาฆบูชา" เป็นวันขึ้นสิบห้าค่ำเดือนสาม ในสมัยพุทธกาลวันนี้เป็นวันที่
พระสงฆ์ 1250 รูปมาประชุมกันโดยมิได้นัดหมาย และพระทุกรูปล้วนเป็นพระอรหันต์ (เท่าที่จำได้สมัยเรียน)
ฉันตั้งใจว่าวันนี้จะไปทำบุญที่วัดเนื่องจากห่างหายจากการทำบุญมาเนิ่นนาน นัดกับเพื่อน 5 คนไปทำบุญที่วัด แล้วฉันจะไป
วัดไหนคำถามเกิดขึ้นในใจ ความรู้สึกเดิมที่เคยตั้งใจว่าจะไปวัดพระนอนที่อ่างทองชื่อวัดอะไรจำไม่ได้แต่เคยดูในนิตยสาร
ท่องเที่ยวรู้สึกว่าองค์พระเป็นพระนอนกลางแจ้งสีขาวองค์โตสวยมาก อ่านจากหนังสือจึงรู้ว่าวัดนี้ชื่อ"วัดขุนอินทประมูล"
ออกจากบ้านสิบโมงครึ่งแวะซื้อของทำสังฆทานที่ร้านสะดวกซื้อกว่าจะเรียบร้อยก็สิบเอ็ดโมงครึ่ง ขับรถจากอยุธยาไปตาม
ถนนสายเอเชียไม่ไกลก็ถึงทางเลี้ยวซ้ายเข้าตัวเมืองอ่างทองประมาณสามกิโลเมตรก็ถึงตัวเมืองอ่างทอง จากนั้นเลี้ยวเข้า
สาย 309 ตรงไปทางอำเภอไชโยถึงตำบลเทวราชจะมีทางเลี้ยวซ้ายข้ามสะพาน ประมาณสามกิโลเมตรก็จะถึงวัด บริเวณวัด
อยู่ทางซ้ายมือจะมองเห็นองค์พระนอนสีขาวเด่นรายล้อมไปด้วยต้นไทรต้นใหญ่ดูร่มรื่น
บริเวณทางเดินสู่องค์พระจะมีรูปปั้นของชายโบราณในชุดราชการเต็มยศ จากประวัติของวัดเชื่อกันว่าชายคนดังกล่าวคือ"ขุน
อินทประมูล" ผู้ยักยอกเงินหลวงมาเพื่อสร้างและบูรณะองค์พระนอนจนถูกลงโทษเฆี่ยนตีจนตาย วัดนี้จึงได้ชื่อว่าวัดขุนอินท
ประมูล
February 13 29 ธันวาคม 2550 ไปป่าภูเขียววันแรกของการเดินทาง ฉันตื่นตั้งแต่เช้ามืดเตรียมข้าวของสำหรับการเดินทางสู่ดินแดนอีสานเหนือตามตารางที่ได้นัดหมายไว้ล่วงหน้าคือวันนี้ฉันต้องไปให้ถึงภูเขียว จ. ชัยภูมิ ฉันมีนัดจะไปเจอพี่สาวคนเก่าที่ไม่ได้เจอกันมานาน และพักค้างแรมที่ภูเขียวไม่ต่ำกว่าสองคืน เมื่อนำสิ่งของที่ต้องนำติดตัวไปมากองรวมกันแล้ว มันดูมากมายมหาศาลเหลือเกิน ทั้งของสำหรับพวกเราเหล่าสมาชิกนักเดินทาง อีกทั้งยังมีข้าวของเพื่อบริจาคให้กับน้องๆที่ภูเขียวอีกหลายลัง คิดแล้วเหนื่อยใจที่ต้องขนข้าวของพวกนี้ลงจากชั้นสี่ แต่ด้วยความช่วยเหลือจากน้องร่วมทางข้าวของมากมายจึงถูกวางเรียงกันไว้จนเต็มท้ายรถกระบะคันเก่งของฉัน เกือบตีห้าแล้วฉันและเหล่าสมาชิกก็พร้อมออกเดินทาง เราแวะรับสมาชิกคนสุดท้ายที่บางปะอิน จากนั้นเราทั้งสี่กับเจ้าวิกกี้ รถกระบะคันเก่งของฉันก็พร้อมออกเดินทางสู่จุดหมายแรกที่ภูเขียว จากตัวเมืองชัยภูมิฉันต้องขับรถไปอีกกว่า 120 กิโลเมตรผ่านเข้าสู่อำเภอแก้งคร้อ ภูเขียว และแวะซื้อของกินที่คอนสารก่อนเดินทางสู่ปางม่วงด่านแรกก่อนเข้าสู่เขตฯภูเขียวสถานที่นัดพบกันระหว่างฉันและพี่สาวรวมทั้งชายหนุ่มคู่กายของพี่สาวด้วย เค้าทั้งคู่รอฉันอยู่ที่ด่านตรวจปากทางเข้าภูเขียวเรียบร้อยแล้ว จากปากทางฉันขับรถตามเส้นทางสู่ทุ่งกะมัง สองข้างทางร่มรื่นไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่ตลอดเส้นทาง อากาศภายนอกจึงเย็นลงอย่างรวดเร็วจนฉันอดไม่ได้ที่จะเปิดกระจก พี่ชายและพี่สาวพาฉันและพรรคพวกไปกางเต๊นท์ที่บริเวณกางเต๊นท์ ”หนองแปก” ที่ทางเขตฯจัดเตรียมไว้ แต่ค่ำคืนนี้เรามีเพื่อนร่วมอุดมการณ์เพียงหนึ่งกลุ่มรวมกับกลุ่มเราเป็นสอง จุดกางเต๊นท์จึงดูเงียบ แต่ก็ไม่เงียบเสียทีเดียวเพราะอย่างน้อยก็ยังมีเจ้าถิ่น “เจ้ากวาง” ตัวดีนั่นเองที่ออกมาต้อนรับเราตั้งแต่เข้าไปถึง คงเพราะมันได้กลิ่นอาหารของเรานั่นเอง แม้เราจะขับไล่มันไปหลายครั้ง แต่มันก็ยังกลับมาขออาหารจากเราอยู่ตลอดเวลา อากาศที่กลางป่าภูเขียวจัดว่าหนาวมากสำหรับคนที่เพิ่งหลบร้อนมาจากปทุมธานีอย่างฉันและเพื่อนๆ เรานั่งกินข้าว และคุยกันข้างกองไฟโดยมีเสบียงที่เตรียมมาเต็มที่ราวกับจะไปนอนป่าซักหนึ่งอาทิตย์ วันนี้เรามี...ส้มตำ เนื้อย่าง และต้มปลา ดวงดาวทอแสงกระจ่างฟ้าจนฉันต้องแหงนหน้าขึ้นชื่นชมความงามของทางช้างเผือกเบื้องบน นานแล้วสินะที่ฉันไม่ได้เห็นทางช้างเผือก เส้นทางแห่งความฝันเมื่อครั้งยังเยาว์วัยสมัยที่ฉันยังมีความฝันว่าจะเก็บดาวทุกดวงบนท้องฟ้าเอามาร้อยไว้ที่ข้างหน้าต่าง ฉันเข้านอนในคืนแรกด้วยความเพลียจากการขับรถมาทั้งวัน ฉันหลับสนิทตลอดหลายชั่วโมง จนกระทั่งได้ยินเสียงคุยกันที่ข้างกองไฟ พี่ชายกับพี่สาวนั่นเองที่ลุกมาก่อไฟ ฉันจึงลุกมาถามไถ่ ก็ได้ความว่าพี่ท่านทั้งสองได้ยินเสียงช้างที่ริมสระน้ำซึ่งก็อยู่ไม่ไกลจากที่นอนเรานัก ด้วยความเป็นห่วงกลัวว่าช้างจะแวะมาทักทาย พี่ทั้งสองเลยชวนกันลุกมาเติมเชื้อไฟให้ลุกขึ้นมาอีกครั้ง ฉันถือโอกาสลุกมาเข้าห้องน้ำและสำรวจข้าวของท้ายรถเพราะได้ยินว่าเจ้ากวางตัวดีแอบมารื้อค้นที่ท้ายรถ แถมล้วงขนมบริจาคไปจากท้ายรถ หลังจากดูสภาพแล้ว หากว่ามันปีนขึ้นไปได้มันคงปีนแล้ว แต่อย่างน้อยฉันก็ยังดีใจว่ามันยังปีนไม่ได้ และแกะขนมไม่เป็น แต่สำหรับต้มปลาของเราที่ข้างกองไฟก็กลายเป็นอาหารรอบดึกของเจ้าบ้านไปเสียแล้ว อดเสียดายไม่ได้เพราะซื้อมายังไม่ได้กินเลย ระหว่างนั่งอยู่ข้างกองไฟ ฉันก็เหลือบไปเห็นที่ง่ามนิ้วนางข้างขวามีรอยเลือดแห้งเกรอะกรัง นึกขึ้นได้ว่าที่นี่เป็นป่าดงดิบที่สัตว์ไม่มีขาอย่างทากชุกชุมพอสมควร ฉันมาที่นี่หลายครั้ง เคยไปยังสถานที่ที่มีทากเยอะหลายแห่ง แต่นี่เป็นครั้งแรกที่โดนทากดูดเลือด ช่างน่าประทับใจจริงๆ |
||||
|
|